สงขลา-นายกฯ เรียกคุยฝ่ายมั่นคงคุมชายแดนใต้ สั่งยกระดับงานด้านการข่าว–เพิ่มมาตรการป้องกันเหตุร้าย จวกอย่าให้โจรใมต้เย้ยทุกเทศกาล
สงขลา-นายกฯ เรียกคุยฝ่ายมั่นคงคุมชายแดนใต้ สั่งยกระดับงานด้านการข่าว–เพิ่มมาตรการป้องกันเหตุร้าย จวกอย่าให้โจรใมต้เย้ยทุกเทศกาล

ที่ ห้องประชุมเสนาณรงค์ อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจต่อสังคม เนื่องจากสถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ทั้งนี้ การสร้างความปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับนโยบาย โดยเน้นการทำงานเชิงบูรณาการและการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับการติดตามคดีและขยายผลเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจของการก่อเหตุอย่างรอบด้าน

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามเหตุร้ายอย่างเด็ดขาด หลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันหลายจุดใน 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ ซึ่งสร้างความกังวลแก่ประชาชน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานความมั่นคง ได้แก่ กองทัพ ตำรวจ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยกระดับประสิทธิภาพด้านการข่าวและการป้องกันเหตุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการพัฒนาพื้นที่ จึงมอบหมายให้ใช้ทั้งมาตรการด้านความมั่นคงและการสื่อสารในระดับนานาชาติควบคู่กัน โดยย้ำให้ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนเป็นตัวชี้วัดสำคัญ หากประชาชนยังรู้สึกไม่มั่นใจ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ส่วนกรณีภัยพิบัติน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 9,000 บาท นายกรัฐมนตรี ฝากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำเรื่องประสาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้โอนงบฯ ไปจังหวัดได้เลย โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

พร้อมขอให้เร่งดำเนินการโอนให้กับครัวเรือนแต่ละครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนในทันที พร้อมรายงานกลับไปยังนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อทำเรื่องให้ตนได้รายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ล่าช้า แต่กระบวนการและขั้นตอนในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง จึงต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่ต้องผ่าน สำนักงาน กกต. ส่วนเรื่องการฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงที่ประสบภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาต้องขอชื่นชม ที่ได้เรื่องดำเนินการฟื้นฟูด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องถอดบทเรียนอย่างหนัก จะต้องไม่มีเหตุการณ์คนติดเตียงอยู่บ้านแล้วไม่สามารถออกมา การส่งอาหาร หรือนำความช่วยเหลือเข้าไปได้ ขออย่าให้เกิดขึ้นอีก พร้อมเน้นย้ำการซีลพื้นที่โรงพยาบาล ห้ามน้ำท่วมโรงพยาบาลเป็นอันขาด จะต้องสร้างผนัง หรือเขื่อน แบบถาวร และห้องผู้ป่วยต่างๆ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว โรงพยาบาลจะไปทั้งระบบ

นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า ขณะนี้ยังมีเวลาที่จะทำ ซึ่งตนได้เตรียมการที่จะให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งปีนี้ตั้งแต่เหนือจรดใต้เราใช้เงิน 40,000 ล้านบาท ในการเยียวยาโดยที่ชาวบ้านได้ 9,000 บาท ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และตนคิดว่า 4 หมื่นล้าน จะสามารถทำโครงการ อื่นๆ ได้อีกมาก และแบ่งให้ไปบริหารแก้ไขปัญหาเป็นภาคไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่พ้นทหารและตำรวจที่ต้องออกมาช่วย ซึ่งรัฐบาลยืนยันพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มที่ ทั้งนี้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งดำเนินแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในอนาคตอย่างยั่งยืน

จากนั้นเวลา 18.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า ที่ประชุม หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งพบว่าต้นตอของปัญหาสำคัญมาจากแหล่งเดียวกัน คือปัญหายาเสพติด ความรุนแรง และการก่อความไม่สงบ จึงได้สั่งการให้เน้นย้ำเรื่องงานข่าว และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมาตรการป้องกันบริเวณชายแดน ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการเรื่องการสร้างรั้วชายแดนเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็น โดยถอดแบบความสำเร็จจากกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา มาปรับใช้ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมมอบหมายให้แม่ทัพภาคที่ 4 ดำเนินการศึกษาพื้นที่เป้าหมายเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนของผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้ยังได้หารือร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือในการไม่ให้ที่พักพิงหรือสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งมักจะหลบหนีข้ามพรมแดนหลังก่อเหตุ
สำหรับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ยืนยันว่าไม่อนุมัติให้มีการต่อใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน รวมถึงใบอนุญาตทะเบียนปืนใหม่แก่บุคคลทั่วไป ดังนั้นในขณะนี้ หากบุคคลใดที่พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร หรือเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จะถือว่าเป็น “ปืนเถื่อน” และมีความผิดตามกฎหมายทันที โดยได้กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและถึงที่สุด ทั้งนี้ความจำเป็นในการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดว่า ตนไม่ยอมให้มีการ “แลกคนดีกับคนชั่ว” โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษา เช่น การทำร้ายผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างเต็มที่
นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา









Users Today : 1473
Users Yesterday : 2172
Views Today : 7145
Who's Online : 35