พัทลุง- ARDA ลงพื้นที่พัทลุง ติดตามความสำเร็จ “ข้าวทนเค็ม” รับมือ Climate Change ยกระดับรายได้เกษตรกร

พัทลุง- ARDA ลงพื้นที่พัทลุง ติดตามความสำเร็จ “ข้าวทนเค็ม” รับมือ Climate Change ยกระดับรายได้เกษตรกร

 

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง ภายใต้กิจกรรม “ARDA Agri Trek : ตามรอยงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามผลการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง โดยเน้นการพัฒนา “ข้าวทนเค็ม” และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ภาคใต้กำลังเผชิญปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำ ความเค็มของดินและแหล่งน้ำ รวมถึงภัยแล้งสลับน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง โดยเฉพาะการพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็มควบคู่กับระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

หนึ่งในไฮไลต์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการติดตามผลสำเร็จของโครงการพัฒนาพันธุ์ข้าวทนเค็ม ซึ่ง ARDA สนับสนุนทุนวิจัยให้กรมการข้าวดำเนินการพัฒนาพันธุ์ข้าวสำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำทะเลรุกล้ำ ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองแล้ว ได้แก่ กข 43 กข 55 กข 77 และ กข 109 ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตและรักษาคุณภาพเมล็ดข้าว

ที่ผ่านมา พื้นที่นาข้าวในจังหวัดพัทลุงและสงขลาเคยได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกล้ำอย่างรุนแรง โดยบางพื้นที่ให้ผลผลิตเหลือเพียง 200–300 กิโลกรัมต่อไร่ จากปกติมากกว่า 700 กิโลกรัมต่อไร่ แต่หลังจากนำพันธุ์ข้าวทนเค็มและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมไปใช้ พบว่าผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 250 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,400 บาทต่อไร่

นอกจากการพัฒนาพันธุ์ข้าวแล้ว ARDA ยังสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลค่าความเค็มแบบเรียลไทม์ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อพยากรณ์สถานการณ์น้ำเค็มล่วงหน้า 7 วัน ช่วยให้เกษตรกรและหน่วยงานบริหารจัดการน้ำสามารถวางแผนเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ สำรองน้ำจืด และกำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำทะเลรุกล้ำ

ปัจจุบันโครงการขยายผลครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 148,000 ไร่ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง โดยตั้งเป้าลดความเสียหายจากน้ำเค็มรุกล้ำได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 94.7 ล้านบาทต่อปี

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ผลงานวิจัยด้านข้าวทนเค็มและระบบ AI พยากรณ์น้ำเค็ม เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความเสี่ยงจากผลกระทบของ Climate Change เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ ARDA ในการผลักดันงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

แสงอรุณ แดงมณี / จ.พัทลุง