กาฬสินธุ์ มิติใหม่วงการหมอลำ “ชาลีน้อย ข้าวกรอบ” พลิกชีวิตหมอลำขาเลาะ ขอข้าวตามถนน

มิติใหม่วงการหมอลำ ลุกขึ้นมาฮึดสู้ เพื่อสืบสานศิลปะการแสดงหมอลำอีสาน และหาเลี้ยงครอบครัว พบอดีตหัวหน้าคณะหมอลำ “เพชรลำชี” พระเอกหมอลำ “ชาลีน้อย ข้าวกรอบ” และเคยเป็นลูกวง “จินตหรา พูนลาภ” และภรรยา อดีตผู้จัดการวงหมอลำชื่อดัง ชีวิตพลิกผันหลังสถานการณ์โควิดไม่ฟื้นตัว กลายเป็นหมอลำขาเลาะ หมอลำขอข้าว ปัจจุบันเป็นหมอลำตามถนน หารายได้เลี้ยงชีพ พร้อมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของดีอีสาน ชาวบ้านพบเห็น ร่วมสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ล้นหลาม เผยเวลาว่างยังเป็นจิตอาสา สอนเล่นตนตรีพื้นบ้านทั้งเป่าแคน เล่นคีย์บอร์ด ขับร้อนหมอลำ และเป็นพิธีกรหน้าเวทีให้ฟรี!

 


วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในหมู่บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ มีสีสัน ชาวบ้านฮือฮา เมื่อได้ยินเสียงร้องกลอนลำ ทำนองลำต่อกลอนและลำเพลิน ผ่านลำโพงและเครื่องขยายเสียงขนาดเล็ก ที่ขับเคลื่อนไปตามถนนภายในหมู่บ้าน เมื่อติดตามดูที่มาของต้นเสียง พบว่าเป็นชาย-หญิงวัยสูงอายุ 2 คน ฝ่ายหญิงทำหน้าที่เข็นล้อเลื่อนบรรทุกเครื่องกำเนิดเสียงและสัมภาระ ที่ประกอบด้วยถุงใส่ข้าวสาร ตะกร้าใส่ธนบัตร ผลไม้
ขณะที่ฝ่ายชาย ทำหน้าที่ถือไมค์ขับร้องกลอนรำ และร่ายรำไปตามถนน โดยมีภรรยาร่วมออกสกิลร่ายรำไปด้วย เรียกร้องความสนใจจากชาวบ้านได้เป็นอย่างดี สอบถามหมอลำฝ่ายชาย ทราบชื่อนายสงบ ศรีโคตร อายุ 69 ปีและฝ่ายนางรำ นางอุบล ศรีโคตร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156 บ้านโนนชัย ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ คลุกคลีในวงการหมอลำด้วยกันทั้ง 2 คนมานานกว่า 50 ปี


นายสงบ ศรีโคตร กล่าวว่า ชื่นชอบดนตรีและหมอลำมาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี โดยเล่นทั้งแคน คีย์บอร์ด มีเซียงคำภา ผญาย่อย หรือนายคำภา สีโสดา ศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์กลอนลำ) เป็นต้นแบบ และเป็นครูคนแรกสอนทักษะการร้องรำและแต่งกลอนลำให้ โดยตนได้ฝึกฝนการร้องรำจนมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการร้องรำทำนองหมอเพลินอย่าง “ทองมี มาลัย” อดีตราชาลำเพลิน จนสามารถไปร่วมแสดงหมอลำกับหมอลำหลายคณะ โดยใช้ชื่อในการว่าแสดงว่า ”ชาลีน้อย ข้าวกรอบ”


ทั้งนี้ ตนเคยตั้งวงเพชรลำชี และเคยร่วมแสดงกับคณะศรเพชร ศรีอุบล คณะซุปเปอร์อุทัยทิพย์ รวมทั้งวงของจินตหรา พูนลาภ และอีกหลายคณะ โดยบทหรือตัวละครที่เล่นเป็นประจำคือ ตัวตลก เป็นย่าเป็นยาย เป็นตัวอิจฉา บางงานพระเอกประจำวงไม่ว่าง ตนก็จะได้รับบทเป็นพระเอกแทน ซึ่งได้ทำหน้าที่มอบความสุข ความเพลิดเพลินให้กับมิตรรักแฟนหมอลำเรื่อยมา


นายสงบ กล่าวอีกว่า ในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา ที่ประสบสถานการณ์แพร่ระบาดของของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบให้คณะหมอลำ ไม่มีงานเข้ามา จนกระทั่งประสบปัญหาวงแตก ทั้งหัวหน้าคณะ ผู้จัดการวง นักแสดง หางเครื่อง ต้องแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ตนยังรักและมีความหวงแหนในอาชีพหมอลำ ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมที่คุณค่าของชาวอีสาน อย่างที่เรียกว่าวันไหนไม่ได้ลำใจจะขาด นอนไม่หลับ และอยากให้ผู้ฟังได้รับความบันเทิง เมื่อปี 2567 จึงได้ร่วมกับนางอุบลภรรยา ซึ่งอดีตเป็นผู้จัดการวงหมอลำ สืบสานหมอลำอีสาน ออกทำการแสดงตามตลาดนัด และย่านชุมชน ในพื้นที่และใกล้เคียง ในรูปแบบหมอลำเปิดหมวก


“เครื่องแต่งกายมีเพียงรองเท้าแตะ กางเกงธรรมดา เสื้อชุดการแสดงหมอลำตัวโปรดสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของหมอลำตัวจริง อุปกรณ์มีแค่ลำโพงตัวเล็กๆ เครื่องขยายเสียง ไมค์โครโฟน ใส่รถเข็น และจิตวิญญาณของการเป็นหมอลำ ร้องรำไปเรื่อยๆ ไม่อายใคร เพราะเป็นอาชีพสุจริต เพราะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน ด้านการขับร้อง สร้างความสุขสำราญให้ผู้ฟัง และเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ชาวบ้านบางคนก็ให้เงิน ให้ข้าวสาร ให้อาหาร ให้ผลไม้ ตามกำลังศรัทธา พอได้รับการตอบรับดี จึงตระเวนออกนอกพื้นที่ เป็นหมอลำขาเลาะ หมอลำขอข้าว หมอลำเฒ่า ตามที่ชาวบ้านจะเรียกขาน ส่วนตนพอใจที่จะใช้ชื่อว่าหมอลำตามถนน เพราะจะเข็นรถและร้องรำตามถนน ไม่ได้เข้าไปในบริเวณบ้านใคร เว้นเสียจากจะได้รับการเชื้อเชิญจากเจ้าของบ้าน” นายสงบ อดีตหัวหน้าคณะเพชรลำชีกล่าว


ด้านนางอุบล ศรีโคตร อายุ 59 ปีกล่าวว่า อดีตตนเคยเป็นผู้จัดการวงหมอลำ ดูแลทั้งคิวการแสดง ทำอาหาร เครื่องแต่งกายให้กับหมอลำ หางเครื่อง ซึ่งหมอลำคณะเพชรลำชีเป็นวงขนาดกลาง 30-40 ชีวิต ราคาจ้างไม่แพงมาก เจ้าภาพงานเข้าถึงง่าย เคยรับงานไม่ขาดระยะ แต่ภายหลังต้องยุบวง ไม่มีงาน เพราะสถานการณ์โรคโควิด แต่ด้วยความมีสายเลือดหมอลำอย่างเต็มตัวท่วมหัวใจของนายสงบสามี ที่สืบทอดมารจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงต้องอนุรักษ์และยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวเรื่อยมา


นางอุบลกล่าวอีกว่า จริงๆแล้วที่บ้านยังประกอบอาชีพทำนา แต่พื้นที่ทำนาน้อย ผลผลิตจึงได้น้อย ไม่พอกิน ยังดีที่มีศิลปะการร้องรำเป็นวิชาชีพ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาจึงชักชวนกันออกหารายได้ เพราะหากไม่ออกมาอย่างนี้ ก็จะไม่มีกิน จากหมอลำแต่งตัวสวยงามบนเวทีการแสดง มาเป็น “หมอลำตามถนน” ขอรับความเมตตาจากมิตรหมอแคนแฟนหมอลำ มอบสินน้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ข้าวสาร อาหาร หรือผลไม้ โดยตนจะทำหน้าที่เข็นรถเครื่องเสียง บางช่วงที่มีผู้ชมและมีชาวบ้านนำสิ่งของมามอบให้ ตนก็จะสวมบทหางเครื่องเพื่อสร้างสีสันให้ด้วย


“อย่างวันนี้ ได้รับการตอบรับและน้ำใจจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ต้องขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ และให้กำลังใจเรา เกิดเป็นพลังบวกและแรงใจ ในการที่จะสืบสานศิลปะการขับร้องหมอลำ และหาเลี้ยงชีพต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเยาวชนประชาชนทั่วไป สนใจฝึกฝนทักษะการเล่นตรี เช่น เป่าแคน เล่นคีย์บอร์ด พิธีกรหน้าเวที หรือขับร้องกลอนลำ สามารถติดต่อได้ ซึ่งนายสงบสามีตนยังเป็นจิตอาสา จะหาเวลาว่างรับสอนให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์และร่วมกันสืบสานศิลปะการแสดงหมอลำอีสาน ให้ยืนนานสืบไป” นางอุบลกล่าวในที่สุด