“เอฟเคไอไอ.-อลงกรณ์”เสนอรัฐบาลกลยุทธ์ฝ่าสงครามการค้า-ภาษีทรัมป์15%สร้างโอกาสใหม่ให้ไทย
“เอฟเคไอไอ.-อลงกรณ์”เสนอรัฐบาลกลยุทธ์ฝ่าสงครามการค้า-ภาษีทรัมป์15%สร้างโอกาสใหม่ให้ไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง“โจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทย: กลยุทธ์ฝ่าสงครามการค้าและภาษีทรัมป์”ในเฟสบุ้ควันนี้โดยมีเนื้อหาดังนี้

“…หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐชี้ขาดว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นโมฆะ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศจัดเก็บภาษีฐาน (Baseline Tariff) ในอัตรา 15% ทั่วโลกภายใต้กฎหมายการค้า มาตรา122
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐยังได้ประกาศรายชื่อกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่จะได้รับการ “ยกเว้น” เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของสหรัฐ (น่าจะเป็นโอกาสในวิกฤตของประเทศไทยเพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐ) ได้แก่
1.กลุ่มสินค้าที่ได้สิทธิประโยชน์และการยกเว้นภาษี 15% เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าในสหรัฐพุ่งสูงจนกระทบประชาชน ได้แก่
1.1กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า
• สมาร์ทโฟนและส่วนประกอบได้รับการยกเว้นชั่วคราวเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาอุปกรณ์สื่อสาร
• คอมพิวเตอร์พกพาและแท็บเล็ต รวมถึง Laptops และอุปกรณ์เก็บข้อมูลบางประเภท
• เซมิคอนดักเตอร์และชิปที่สหรัฐขาดแคลนและจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
• เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น ตู้แช่แข็งและเครื่องซักผ้าบางรุ่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม มาตรา 232 เดิม
1.2 กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร (Agri-Food)
ได้รับการยกเว้นเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมยา
• ผลไม้เมืองร้อนและน้ำผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด น้ำสับปะรดกระป๋อง น้ำมะพร้าว
• กาแฟ ชา และเครื่องเทศ
• เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์บางประเภท
• ยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceuticals)
รวมถึงส่วนประกอบของยา (APIs) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
1.3 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบ (Industrial & Raw Materials)
ที่สหรัฐมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ (Domestic Unavailability)ได้แก่
• แร่ธาตุที่สำคัญ (Critical Minerals)เช่น นิกเกิล กราไฟต์ และแร่ธาตุที่ใช้ในแบตเตอรี่ EV
• ทองคำและโลหะมีค่า ในรูปแบบผง หรือแท่ง
• ชิ้นส่วนอากาศยาน (Aerospace Parts)ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการบิน
2.สินค้าที่มีโอกาสเข้าข่ายได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี หากมีวัตถุดิบสหรัฐ (U.S. Content)ผสมอยู่เกิน 20% มีดังนี้
1. กลุ่มอาหารสัตว์และปศุสัตว์ (Agri-Business)
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก
• อาหารสัตว์สำเร็จรูป
ไทยนำเข้า กากถั่วเหลือง (Soybean Meal) และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากสหรัฐ หากการผลิตอาหารสัตว์ในไทยใช้ส่วนผสมจากสหรัฐฯ เกิน 20% ของมูลค่าสินค้า จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเหลืออัตราพิเศษ
• เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์แปรรูป
แม้ไก่จะเป็นของไทย แต่หากใช้ ถั่วเหลือง, ข้าวโพด จากสหรัฐฯ เป็นอาหารหลักในการเลี้ยงจนถึงเกณฑ์ต้นทุนที่กำหนด ก็อาจนำมาคำนวณเพื่อขอสิทธิ์ได้ภายใต้ข้อตกลง “Reciprocal Trade”
2. กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก
• เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกไทยนำเข้า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และ อีเทน จากสหรัฐฯ มาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สินค้ากลุ่มพลาสติกสำเร็จรูปที่มีต้นทุนวัตถุดิบเหล่านี้เกิน 20% จะได้รับยกเว้นภาษีบางส่วนเพื่อไม่ให้กระทบห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ
3. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
แม้ไทยจะเป็นฐานประกอบ แต่ส่วนประกอบมูลค่าสูงมาจากสหรัฐ
• แผงวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์กึ่งตัวนำ: หากสินค้ามีการใช้ ชิป (Chips) หรือ ซอฟต์แวร์ ที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัทสหรัฐฯ เช่น Intel, NVIDIA, Qualcommมาประกอบในไทย และมีมูลค่ารวมเกิน 20% ของราคาขาย (FOB) จะถือเป็นสินค้าที่มี “U.S. Content” สูงและมีสิทธิ์ได้รับยกเว้นภาษี 15%
4. กลุ่มชิ้นส่วนอากาศยานและเครื่องยนต์
• อุปกรณ์การบิน
ไทยเป็นฐานซ่อมบำรุงและผลิตชิ้นส่วนอากาศยานบางประเภท ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากบริษัทอย่าง Boeing หรือ GE กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเกือบทั้งหมดตามข้อตกลงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
โจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทยอาจเผชิญภาษีมากกว่า 15 %
แม้จะเป็นข่าวดีของไทยที่สหรัฐประกาศรายการกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากรที่จะได้รับการ “ยกเว้น” หรือผ่อนปรนภาษีเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่ยังมีปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทยได้แก่
1.ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) จากจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเด็นที่เปราะบางที่สุดในปี 2569 เพราะหากสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น “ทางผ่าน” ในการหลบเลี่ยงภาษี (Circumvention) ผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ภาษีฐาน 15% แต่อาจนำไปสู่มาตรการลงโทษที่รุนแรงกว่าหลายเท่าเช่นภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุน (AD/CVD)หรือ
การใช้มาตรา 301 (Section 301)หากสหรัฐมองว่าไทยจงใจเปิดช่องให้จีนเลี่ยงภาษี อาจมีการขยายขอบเขตภาษี Section 301 (ซึ่งใช้กับสินค้าจีน) มาครอบคลุมสินค้าจากไทยในอัตราที่สูงกว่าปกติ เช่น 25-40%
2.ปัญหาดุลการค้า
ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยได้กลับเข้าสู่บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Monitoring List) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อีกครั้งอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเมื่อเดือนมกราคมปีนี้และต้องปรับสมดุล (Rebalancing)การค้าเนื่องจากได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2568 เกินดุลการค้าสหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเกินเพดานที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ด้วยภาษีอัตราสูงจากประธานาธิบดีทรัมป์เช่นเดียวกับเวียดนาม หากการเจรจา Rebalancing ไม่เป็นที่น่าพอใจ สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการตอบโต้ (Countermeasures)เช่น การปรับเพิ่มภาษีศุลกากร (Tariffs) นอกเหนือจากฐาน 15% ที่ประกาศไว้
เกราะคุ้มกันและไพ่สำคัญ“สนธิสัญญา AMITY”
ท่ามกลางสงครามการค้าและภาษีที่รุนแรงและปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทย รัฐบาลต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทุกมิติมาเป็นอาวุธในการต่อสู้ครั้งนี้โดยเฉพาะ สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Treaty of Amity and Economic Relations)ที่เรียกสั้นๆว่า สนธิสัญญาAmity ซึ่งถือเป็นพันธกรณีระหว่าง2ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษต่อกันในระดับที่เหนือกว่า
ประเทศอื่นๆเสมือนเกราะคุ้มกันและไพ่สำคัญในการเจรจาภาษีกับสหรัฐซึ่งเป็นข้อตกลงที่ต่อยอดจากสนธิสัญญาโรเบิร์ต (Roberts Treaty ลงนาม20 มีนาคม พ.ศ. 2376 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment)
ภายใต้สนธิสัญญา AMITY สหรัฐฯ และไทยตกลงที่จะให้สิทธิแก่บุคคลและนิติบุคคลของอีกฝ่ายหนึ่งเสมือนคนในชาติในหลายกิจการ รัฐบาลไทยต้องยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้มาตรการภาษีแบบเหมารวม (Global Tariff) โดยไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ “ประเทศไทยที่มีสนธิสัญญาพิเศษ” อาจเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน
2. สนธิสัญญา Amity มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ดังนั้น การใช้มาตรการทางภาษีภายใต้ มาตรา 122 ซึ่งเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ (Domestic Law) ควรต้องพิจารณาถึง “ข้อยกเว้นสำหรับประเทศคู่ภาคี”
3. กลไกการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดสนธิสัญญานี้เปิดช่องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ไขข้อพิพาทและอุปสรรคทางการค้า ภายใต้กรอบ TIFA (ลงนามปี 2545) ซึ่งทำงานควบคู่และอาศัยสิทธิประโยชน์จาก Amity
รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางนี้ในการ “ล็อบบี้” (Lobbying) อย่างเป็นทางการ เป็นคานงัดสถานะของไทยขึ้นเป็นสถานภาพพิเศษเพื่อให้สหรัฐจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมิตรประเทศที่ไม่ควรถูกใช้มาตรการภาษีในอัตราสูงสุดเหมือนประเทศอื่นๆที่ไม่มีสนธิสัญญาพิเศษและสัมพันธภาพยาวนานเกือบ200ปี
โจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทย
: ทางแก้สงครามการค้าและภาษีทรัมป์
นอกจากสนธิสัญญาAmityแล้วยังมีข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นแนวทางในการก้าวข้ามกำแพงภาษีสหรัฐและการรับมือสงครามการค้าระลอกใหม่ได้แก่
1. เพิ่มวัตถุดิบและสินค้าทุนสหรัฐ(U.S. Content)20%
ส่งเสริมให้ผู้ผลิตในไทยนำเข้าวัตถุดิบสินค้าทุนและเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วน U.S. Content 20%ให้ถึงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี
2. เร่งประชุมสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ. สภาอุตสาหกรรมฯ หอการค้าไทย สภาเอสเอ็มอี. สภาเกษตรกรฯ. AMCHAM (The American Chamber of Commerce in Thailand) ฯลฯและกระทรวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจการใช้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่จะได้รับการ “ยกเว้น” ตามประกาศของรัฐบาลสหรัฐที่มุ่งลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของสหรัฐ (น่าจะเป็นโอกาสในวิกฤตของประเทศไทยเพราะเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ส่งออกไปสหรัฐ)
3.คืนภาษีเสริมสภาพคล่อง (Tax Refund )
รัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐยื่นขอคืนภาษีส่วนเกินที่ถูกจัดเก็บไปโดยไม่ชอบตามคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึง 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์
4.เร่งเจรจาทวิภาคีในกรอบ150วัน
รัฐบาลต้องเร่งเจรจาทวิภาคีรายอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรการชั่วคราว เพื่อขอยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ
5.การบังคับใช้กฎหมายถิ่นกำเนิดสินค้า(rules of origin)จัดการการสวมสิทธิสินค้าอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า สินค้าไทย “Safe and Secure” ไม่มีสินค้าสวมสิทธิ์(No Transshipment) เพื่อลบจุดอ่อนเรื่องดุลการค้าและไม่ให้สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มมาตรการภาษีซ้อน (Section 301)
6.เร่งกระจายตลาดและปิดดีล FTA พร้อมใช้ประโยชน์สูงสุดจากFTAและข้อตกลงการค้าพหุภาคีและทวิภาคีที่มีอยู่
เร่งสรุป FTA ไทย-EU และไทย-GCC ฯลฯ และFTAทวิภาคีคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดพร้อมกับสร้างตลาดดาวกระจายไม่พึ่งตลาดเดียวตลาดหลักไม่กี่ประเทศพร้อมกันนั้นต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากFTAและข้อตกลงการค้าพหุภาคีและทวิภาคีที่มีอยู่เดิม
7.ปฏิรูประบบการค้าและการตลาดระหว่างประเทศ
รัฐบาลควรทบทวนปรับปรุงโครงการ-งบประมาณการจัดอีเวนต์ด้านการค้าต่างประเทศที่ไร้ประสิทธิผล(outputs)
ปรับเปลี่ยนสู่การตลาดเชิงลึกเชิงรุกรวมทั้งกิโยตินกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและธุรกิจพร้อมกับเปิดบริการดิจิตอลในประเทศและระหว่างประเทศครบวงจรเป็นต้น
ประการสำคัญคือการเพิ่มการวิจัยตลาด-รสนิยมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการทำตลาดและการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก
บทสรุป:ความท้าทายครั้งใหญ่
สงครามการค้าระลอกใหม่ภายใต้ลัทธิกีดกันทางการค้าใหม่(Neo-Protectionism)ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วพร้อมกับการใช้อำนาจเต็มพิกัดตามกฎหมายของประธานาธิบดีทรัมป์
กรณีGlobal Tariffs 15%คือสัญญาณแรกของคลื่นใหญ่ที่จะตามมาและจะเป็น”บททดสอบ”รัฐบาลสำหรับโจทย์ใหญ่โจทย์ยากระดับโลกว่าจะรับมือกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ได้หรือไม่อย่างไรในขณะที่ศักยภาพภายในประเทศถดถอยเกือบทุกด้านทั้งประสิทธิภาพภาครัฐ การคอรัปชั่นและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลใหม่รวมทั้งทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ควรแสวงหาโอกาสใหม่ของการลงทุนและธุรกิจการค้าจากจีนและประเทศอื่นๆที่สหรัฐยังคงเก็บภาษีในระดับสูงกว่าภาษี15%ซึ่งจะเป็นแรงผลักแรงกระตุ้นการย้ายฐานผลิตและการลงทุนจากจีนและประเทศอื่นๆมาสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมถึงขยายการค้าระหว่างกันเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ
การมองภาพรวมภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์จะเห็นผืนป่ามากกว่าเห็นต้นไม้เป็นต้นๆเพื่อเดินเกมอย่างรอบด้านอย่างมีแผนและกลยุทธ์ก็จะสามารถเปลี่ยนสงครามการค้าและกำแพงภาษีให้เป็นบันไดก้าวไปสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยกับสหรัฐและนานาประเทศได้อย่างมีอนาคต.”









Users Today : 1029
Users Yesterday : 1531
Views Today : 5492
Who's Online : 42