ลำพูน – สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ(ตอนบน) ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน มุ่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาแม่น้ำกวงเน่าเสีย ฝุ่นละออง PM 2.5 นิคมอุตสาหกรรม

ลำพูน – สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ(ตอนบน) ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน มุ่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาแม่น้ำกวงเน่าเสีย ฝุ่นละออง PM 2.5 นิคมอุตสาหกรรม

วันนี้(20 ก.พ. 69) คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ(ตอนบน) นำโดย นายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ประกอบด้วย นางกัลยา ใหญ่ประสาน นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล นายสุทิน แก้วพนา และนางวาสนา ยศสอน โดยนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวให้การต้อนรับ มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่และภาคประชาสังคม ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สภาพลเมือง สภาลมหายใจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา ณ หอศิลป์สล่าเลาเลือง ตำบลต้นธง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

นายโยธินฯ กล่าวถึงยุทธศาสตร์จังหวัดลำพูนว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในวันนี้จะได้มีการหารือและรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกวุฒิสภาถึงแนวทางการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดรายได้ต่อประชาชนในพื้นที่ และประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5

ด้านนายพละวัตฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การลงพื้นที่ว่า คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาตามกลไกของวุฒิสภา ขณะที่สมาชิกแต่ละท่านจะทำงานในคณะกรรมาธิการที่ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะได้นำข้อมูลส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง จากการที่สมาชิกวุฒิสภามาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จำนวน 20 กลุ่ม อาทิ กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก หรือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม กลุ่มข้าราชการ ฯลฯ ประกอบกับการเป็นคนพื้นถิ่นของแต่ละจังหวัด ส่งผลให้มีความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง สามารถแก้ไขให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และยั่งยืน

สำหรับประเด็นปัญหาแม่น้ำกวงเน่าเสีย ตัวแทนเครือข่ายคืนน้ำใสให้น้ำกวง กล่าวว่า นอกจากการประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งแล้วยังมีปัญหาน้ำเสียจากครัวเรือน ตลาด ส่งกลิ่นเน่าเหม็น การปนเปื้อนโลหะหนัก สารพิษ ประชาชนไม่สามารถนำน้ำไปใช้ในพื้นที่เกษตรและการดำรงชีวิตได้ ดังนั้น เครือข่ายคืนน้ำใสให้น้ำกวง จึงเป็นการรวมตัวของชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูสภาพลำน้ำกวงในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ โดยเน้นการบำบัดน้ำเสีย กำจัดวัชพืช และรณรงค์ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ การใช้หลักการธรรมชาติยาตรา เพื่อคืนความสมบูรณ์และคุณภาพน้ำที่ดีให้กับแม่น้ำกวงตลอดเส้นทางกว่า 22 กิโลเมตร ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการบรรเทาปัญหาโดยตลอด รวมทั้งการระดมกำลัง จาก อปท. แต่ปัญหาดังกล่าวยังไม่บรรเทาลง

ด้านประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้น การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกวงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากแม่น้ำปิง ต้องเน้นการจัดการคุณภาพน้ำเชิงระบบอย่างเข้มข้น โดยมีการเติมน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณและเจือจางมลพิษ ตรวจสอบคุณภาพน้ำทุกเดือน ต้องมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจวัดคุณภาพน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมทุกเดือนจัดทำบ่อดักไขมัน และปรับปรุงน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อให้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้ตลอดทั้งปี

 

สำหรับ ปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พบว่ามีปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นไร้พรมแดน เนื่องจากมีฝุ่นควันมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้านจำนวนจุดความร้อนที่เกิดขึ้นพบปัญหาคล้ายคลึงกันทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดลำพูนอยู่ในลำดับที่ 11 โดยในช่วงวันที่ 12 – 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ป่าพลู บ้านโฮ่ง เกิดไฟป่าหลายจุดและลุกลามในพื้นที่สูง ทั้งนี้ ได้มีการประกาศพื้นที่เขตควบคุมมลพิษในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา มีการบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน อาสาสมัคร ภาคเอกชน การปฏิบัติงานอากาศยานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าดับไฟ

 

การจัดจุดเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ไฟป่า การสอดส่องและแจ้งเหตุเพื่อร่วมกันปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ การขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกชนิด การจัดการเชื้อเพลิง เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว สำหรับปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน อปท. ได้สะท้อนว่า นอกจากทัศนคติของประชาชนต่อการงดการเผาแล้ว ยังมีปัญหาจากการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ดำเนินการ แต่งบประมาณและกำลังพลที่ได้รับจัดสรรไม่สัมพันธ์กับภารกิจ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องระเบียบข้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกันในเรื่องการบรรเทาสาธารณภัย ทำให้ต้องให้องค์กรที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าภาครัฐเข้ามาร่วมดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

 

โอกาสนี้ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันเสนอประเด็นปัญหาอื่น ๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการกองทุนผู้สูงอายุ การบริหารจัดการผังเมืองอย่างเป็นระบบ การสร้างนิเวศให้จังหวัดลำพูนเป็นเมืองที่น่าอยู่ ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นต้น โดยในช่วงท้าย ทางคณะกรรมการฯได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในประเด็นสิ่งแวดล้อม ทางคณะกรรมการฯจะได้นำไปเข้าสู่กลไกของวุฒิสภาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป..

กรรณิการ์ วิจิตรสกลการ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดลำพูน