ทำไมทั่วโลกหนาวร้อนแล้งท่วมสุดขั้วพร้อมกันต้นปี2026? บทสรุประบบปรับอากาศของโลกพังแล้ว

ทำไมทั่วโลกหนาวร้อนแล้งท่วมสุดขั้วพร้อมกันต้นปี2026? บทสรุประบบปรับอากาศของโลกพังแล้ว

 

โดย อลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(Worldview Climate Foundation)
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII Thailand)

“…ปรากฏการณ์ยุโรปหนาวสุดขั้ว ออสเตรเลียร้อนสุดขีด อเมริกาใต้แล้งสุดทน แอฟริกาน้ำท่วมรุนแรงภายใต้ความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศ
(Climate Chaos)…”

ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญสภาพอากาศหนาวเยือกสุดขั้วที่เรียกว่าหนึ่งใน คลื่นความหนาวจัด (cold wave) ที่รุนแรงที่สุดแต่ในอีกซีกโลกกลับเผชิญร้อนสุดขั้วแล้งสุดขีดและน้ำท่วมรุนแรง

ปรากฏการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในต้นปี 2026 นี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Global Weirding” หรือ “ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก” ครับ
หลายคนงุนงงว่ายุโรปหนาวสุดขั้วได้อย่างไรไหนว่าโลกร้อนโลกเดือด จริงๆแล้วปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกับ “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) เลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งไปปั่นป่วนกลไกควบคุมสภาพอากาศของโลกให้รวนไปหมด
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมขออธิบายกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังความสุดขั้วทั้ง “ร้อนจัด” และ “หนาวจัด” ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนี้ครับ:


1. ทำไมโลกร้อนขึ้น แต่กลับมี “คลื่นความหนาว” (Cold Spell)?
คำตอบอยู่ที่ “กระแสลมกรด” (Jet Stream) เป็นกระแสลมความเร็วสูงที่พัดวนรอบโลกในชั้นบรรยากาศระดับสูงที่อ่อนกำลังลงครับ
• ภาวะปกติ: ปกติแล้ว ขั้วโลกเหนือจะหนาวเย็นมาก ส่วนเส้นศูนย์สูตรจะร้อน ความแตกต่างของอุณหภูมินี้ทำให้เกิดกระแสลมแรงที่เรียกว่า “Jet Stream” พัดวนรอบขั้วโลก ทำหน้าที่เหมือน “รั้ว” กั้นความหนาวไว้ข้างบน
• สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้: เมื่อโลก(โดยเฉพาะขั้วโลก) ร้อนขึ้น ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างขั้วโลกกับเส้นศูนย์สูตรลดน้อยลง ทำให้ Jet Stream อ่อนกำลังและไหลเอื่อย
• ผลลัพธ์: แทนที่จะพัดเป็นวงกลมเรียบๆ Jet Stream จะเริ่มคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย (Wavy Jet Stream):
• ช่วงที่โค้งขึ้น: ดึงเอาอากาศร้อนจากเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปทางเหนือ เกิด คลื่นความร้อน (Heatwave) ในที่ที่ไม่ควรจะร้อน
• ช่วงที่โค้งลง: ปล่อยให้อากาศเย็นจัดจากขั้วโลก (Polar Vortex) รั่วไหลลงมาสู่ละติจูดต่ำ \rightarrow เกิด คลื่นความหนาว (Cold Spell) ในที่ที่ไม่ควรจะหนาว
2. พลังงานความร้อน = เชื้อเพลิงของพายุ
หลักการทางฟิสิกส์พื้นฐานคือ “ความร้อนคือพลังงาน” ครับ เมื่อมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศสะสมความร้อนมากขึ้น แปลว่าระบบสภาพอากาศมี “พลังงาน” มากขึ้นที่จะเหวี่ยงให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง
• วัฏจักรน้ำที่รุนแรงขึ้น: อากาศที่ร้อนขึ้นทุก 1°C จะอุ้มไอน้ำได้มากขึ้นประมาณ 7%
• เมื่อฝนตก มันจึงไม่ใช่แค่ฝนธรรมดา แต่เป็น Rain Bomb หรือน้ำท่วมฉับพลัน
• เมื่อพายุหมุนก่อตัว มันจะดูดซับพลังงานจากผิวน้ำที่อุ่นจัด จนกลายเป็นพายุระดับ Super Typhoon ได้รวดเร็วขึ้น
3. ระบบมหาสมุทรที่ผันผวน (Ocean Circulation)
ในปี 2026 เราอาจกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นในมหาสมุทร (เช่น ปรากฏการณ์ El Niño/La Niña ที่ถี่และรุนแรงขึ้น หรือการชะลอตัวของกระแสน้ำ AMOC ในแอตแลนติก) ซึ่งกระแสน้ำเหล่านี้เปรียบเสมือน “สายพานลำเลียงความร้อน” ของโลก เมื่อสายพานนี้ทำงานผิดปกติ การกระจายความร้อนก็ผิดเพี้ยน ทำให้บางพื้นที่ร้อนตับแตก ขณะที่อีกฝั่งหนาวจับใจ
4. ทำไมจึง “คาดการณ์ยากและเสี่ยงสูง”?
สิ่งที่เราเจอในปี 2026 ไม่ใช่แค่ “อากาศเปลี่ยน” แต่เป็น “ความโกลาหลของสภาพอากาศภูมิอากาศ” (Climate Chaos)
• ความแปรปรวนใหม่: ฤดูกาลไม่เป็นไปตามปฏิทิน การเกษตรที่พึ่งพาฤดูกาลจะเสียหาย
• ภัยซ้อนภัย (Compound Events): เราอาจเจอภัยแล้งที่ตามมาด้วยน้ำท่วมทันที หรือคลื่นความร้อนที่มาพร้อมกับไฟป่าและฝุ่นพิษ
• ภูมิอากาศล็อค : รูปแบบลมที่คดเคี้ยว (จากข้อ 1) อาจ “ล็อก” อยู่กับที่นานผิดปกติ ทำให้พื้นที่หนึ่งร้อนนานหลายสัปดาห์ (Heat Dome) หรือฝนตกแช่อยู่ที่เดิมจนจมบาดาล
จากข้อมูลเหตุการณ์สภาพอากาศโลกในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ยุโรปกำลังเผชิญพายุหิมะและความหนาวเย็นผิดปกติ (Cold Snap) เราพบการแบ่งขั้วของสภาพอากาศที่ชัดเจนในซีกโลกอื่น ๆ ดังนี้ครับ
1. ประเทศที่ “ร้อนสุดขั้ว” (Extreme Heat)
ในขณะที่ยุโรปหนาวสั่น ซีกโลกใต้ซึ่งเป็นฤดูร้อนกลับร้อนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะ:
• ออสเตรเลีย (ตอนใต้): ช่วงเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ทางตอนใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง (Heatwave) อุณหภูมิพุ่งสูงแตะระดับ 40-45°C ในหลายพื้นที่ ทางการต้องประกาศเตือนภัยระดับสูง ซึ่งตรงข้ามกับยุโรปอย่างสิ้นเชิง
• อเมริกาใต้ (บางส่วน): ประเทศอาร์เจนตินาและชิลีเผชิญกับคลื่นความร้อนที่มาเร็วกว่าปกติและยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อไฟป่า
2. ประเทศที่ “แล้งสุดขั้ว” (Severe Drought)
ความร้อนที่สะสมมานาน ประกอบกับปรากฏการณ์ La Niña อ่อนๆ ที่ยังหลงเหลือ หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ:
• บราซิล (ตอนกลางและตะวันออก): เผชิญวิกฤตภัยแล้งต่อเนื่อง (Prolonged Drought) ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการส่งออกสินค้าเกษตร
• อาร์เจนตินา (ตอนกลาง): พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเจอกับสภาพอากาศที่ “แห้งและร้อนกว่าปกติ” ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
3. ประเทศที่ “น้ำท่วมรุนแรง” (Severe Floods)
ในขณะที่บางที่แล้งจัด พลังงานความร้อนในมหาสมุทรกลับผลักดันให้พายุฝนรุนแรงขึ้นในอีกซีกโลก:
• ออสเตรเลีย (ตอนเหนือ – รัฐควีนส์แลนด์)
นี่คือตัวอย่างของความสุดขั้วในประเทศเดียว ในขณะที่ทางใต้ร้อนตับแตก ทางเหนือกลับเจอพายุไซโคลนและลมมรสุมที่หอบฝนมาถล่มจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ (Widespread Flooding) ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงระดับทำลายสถิติ
• โมซัมบิก และ แอฟริกาตอนใต้:
พื้นที่จังหวัด Zambézia และใกล้เคียง เจอกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก บ้านเรือนถูกทำลายจากทั้งน้ำและลมพายุ

สรุปภาพรวม
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Climate Dipole” หรือขั้วตรงข้ามทางภูมิอากาศ การที่ Jet Stream (กระแสลมกรด) บิดเบี้ยวจนล็อกความหนาวไว้ที่ยุโรป มันก็ไปล็อกความร้อนและความชื้นไว้ในพื้นที่อื่นในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดภัยพิบัติพร้อมกันทั่วโลกเป็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วของสภาพอากาศโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

บทสรุปสำหรับสถานการณ์ปี 2026:
การที่โลกหนาวจัดและร้อนจัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือหลักฐานยืนยันว่า “ระบบปรับอากาศของโลกพังทลายลงแล้ว”จากการเปลี่ยนแปลงจากโลกร้อนสู่โลกเดือด ครับ.