วธ.เผยผลโพลวาเลนไทน์ปี 65

วธ.เผยผลโพลวาเลนไทน์ปี 65 ร้อยละ 71.05 อยากมอบความรักให้พ่อแม่/ผู้ปกครอง รองลงมาเพื่อน-คนรัก ตั้งใจมอบของขวัญเป็นดอกไม้-พวงมาลัยมากที่สุด รองลงมาเครื่องประดับ สิ่งของมีค่าสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเอง อยากบอกรักด้วยการดูแลเอาใจใส่เพิ่มขึ้น หากิจกรรมทำร่วมกัน ให้เวลามากขึ้น

 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน (โพล) ที่มีต่อ “วันแห่งความรัก (วาเลนไทน์) ปี 2565” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ  8,923 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยผลสำรวจพบว่า เด็ก เยาวชน และประชาชน ร้อยละ 48.12 ให้ความสำคัญกับวันแห่งความรัก ในปีนี้พอๆ กับทุกปีที่ผ่านมา รองลงมา ร้อยละ 25.11 ไม่ได้ให้ความสำคัญ ร้อยละ 9.03 ให้ความสำคัญน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 9.02 ให้ความสำคัญที่สุด และร้อยละ 8.72 ให้ความสำคัญมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่วนบุคคลที่อยากมอบความรักหรือส่งความรู้สึกที่ดีในวันวาเลนไทน์มากที่สุด พบว่า ร้อยละ 71.05 คือ พ่อแม่/ผู้ปกครอง รองลงมา ร้อยละ 45.10 เพื่อน ร้อยละ 36.80 คนรัก/แฟน ร้อยละ 26.19 ครูอาจารย์/ ผู้มีพระคุณ ร้อยละ 16.07 ญาติ ร้อยละ 16.05 บุตร/หลาน ร้อยละ 14.86 สามี/ภรรยา ร้อยละ 13.98 ศิลปินดารา นักแสดง คนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ ณเดชน์-ญาญ่า วง BTS และ NCT ร้อยละ 12.62 เพื่อนร่วมงาน ร้อยละ 7.16 เจ้านาย/ผู้บังคับบัญชา และร้อยละ 5.64 ลูกน้อง/ผู้ใต้บังคับบัญชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามถึง “สิ่งของ” ที่อยากมอบให้คนที่รัก (เช่น คนรัก/พ่อแม่/ครอบครัว) ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ดอกไม้/ช่อดอกไม้/พวงมาลัย อันดับ 2 เครื่องประดับ สิ่งของมีค่า/นาฬิกา/เงิน/ทอง อันดับ 3 สิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นเอง/การ์ด อันดับ 4 หน้ากากอนามัย/สายคล้องหน้ากากอนามัย/แอลกอฮอล์เจล/สเปรย์ อันดับ 5 ของกิ๊ฟช็อป /ตุ๊กตา ส่วนช่องทางสื่อสารในวันวาเลนไทน์นอกจากบอกรักด้วยตนเองแล้ว ยังใช้ช่องทางอื่นๆ 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ไลน์ อันดับ 2 โทรศัพท์ อันดับ 3 ช่องทาง Chat ของเฟซบุ๊ก อันดับ 4 อินสตาแกรม และอันดับ 5 เขียนการ์ด

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงวิธีแสดงออกถึงความรักหรือทำให้คนที่รักมีความสุข 5 อันดับแรก คืออันดับ 1 ให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่มากขึ้น อันดับ 2 หากิจกรรมทำร่วมกัน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำอาหาร อันดับ 3 ให้เวลามากขึ้น อันดับ 4 การบอกรักผ่านสื่อออนไลน์และอันดับ 5 หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องที่ทำให้เครียด ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ผู้ตอบแบบสอบถามระบุ อันดับ 1 ทำให้มีความกังวลต่อความปลอดภัยในการเดินทางออกนอกบ้าน อันดับ 2 ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางจากเดิมที่เคยตั้งใจไว้ อันดับ 3 กิจวัตรประจำวันที่เคยทำเป็นประจำต้องเปลี่ยนไปจากเดิม อันดับ 4 รู้สึกกังวลเครียดกับโควิด-19 และอันดับ 5 อยากเจอเพื่อน แต่กลัวโควิด-19

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ส่วนวิธีการรณรงค์ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนแสดงความรักอย่างถูกต้องเหมาะสม ผลสำรวจพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 พ่อแม่/ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างในการแสดงความรักอย่างถูกต้องเหมาะสม อันดับ 2 ภาครัฐ สถานศึกษา ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลูกฝังค่านิยมที่ดี ปฏิบัติต่อความรักได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม อันดับ 3 จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง อันดับ 4 นำศิลปิน ดารา บุคคลที่มีชื่อเสียง มาร่วมรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันดับ 5 จัดอบรม เสวนาและเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะในการสร้างค่านิยมที่ดีในวันแห่งความรัก โดยควรจัดกิจกรรมเรื่องความรักสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในความเมตตาหรือความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น สอนให้รู้จักรักด้วยเมตตาธรรม รักสัตว์ รักเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งรักตนเอง เว้นจากการทุจริต ไม่ทำร้าย ข่มเหง รังแก เบียดเบียน การกล่าวร้าย เป็นต้น รวมทั้งสร้างความตระหนักให้วัยรุ่นมีความรักต่อตนเอง รักครอบครัว รักประเทศชาติ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความรักที่ดีงามในสังคมไทย
////
เขียนข่าว: ผศ.ดร.พิมพาภรณ์ วงศ์เตชะนนท์